
หลายคนเชื่อว่า ธุรกิจเล็กควรทำการตลาดเองก่อน เพื่อประหยัดเงินในช่วงเริ่มต้น ฟังดูมีเหตุผล เพราะงบน้อย ทุกบาททุกสตางค์ต้องรัดกุม แต่ความเชื่อนี้กำลังทำให้เจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยเสียเวลาไปหลายเดือนกับการลองผิดลองถูก แล้วสุดท้ายก็ต้องหันไปจ้างมืออาชีพอยู่ดี แค่ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การทำเองเป็นเรื่องผิด แต่อยู่ที่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจโดยดูแค่ตัวเลขค่าใช้จ่ายตรงหน้า โดยไม่ได้คำนวณต้นทุนแฝงอย่างเวลา ความรู้ และโอกาสที่เสียไป คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีฝั่งไหนคุ้มกว่าเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจของคุณกำลังอยู่ในจุดไหนของการเติบโต และมีทรัพยากรแบบไหนอยู่ในมือจริง ๆ
ความเข้าใจผิดที่ 1: ทำเองประหยัดกว่าเสมอ
ส่วนที่จริงคือ ถ้าคุณมีเวลาว่างมากพอ และธุรกิจยังเล็กจนแทบไม่มีลูกค้าต้องดูแล การลงมือทำโฆษณาหรือคอนเทนต์เองย่อมไม่มีต้นทุนค่าจ้างที่ต้องจ่ายออกไปทันที แต่ส่วนที่คลาดเคลื่อนคือการมองข้าม ต้นทุนค่าเสียโอกาส เวลาที่คุณใช้ไปกับการลองผิดลองถูกเรื่องยิงแอด หรือเขียนคอนเทนต์ที่ไม่มีคนเห็น คือเวลาที่ควรเอาไปพัฒนาสินค้า หรือดูแลลูกค้าที่มีอยู่
สาเหตุที่คนเชื่อแบบนี้เพราะตัวเลขค่าจ้างเอเจนซี่มันเห็นชัดเจนตรงหน้า ในขณะที่ต้นทุนเวลาของตัวเองมันจับต้องไม่ได้ ไม่มีใบเสร็จ เลยรู้สึกเหมือนไม่ได้เสียอะไร หลักคิดที่ควรใช้แทนคือให้ตีมูลค่าเวลาของตัวเองเป็นตัวเงินก่อน แล้วเทียบว่าถ้าเอาเวลานั้นไปทำสิ่งที่ตัวเองถนัดกว่า จะสร้างรายได้มากกว่าค่าจ้างเอเจนซี่หรือไม่
ความเข้าใจผิดที่ 2: เอเจนซี่คือทางลัดที่การันตีผลลัพธ์
อีกด้านหนึ่งของความเชื่อผิด ๆ คือการคิดว่าจ่ายเงินให้เอเจนซี่แล้วจะได้ยอดขายพุ่งทันที ส่วนที่จริงคือเอเจนซี่ที่มีประสบการณ์จะช่วยลดระยะเวลาลองผิดลองถูกได้จริง เพราะเขาเจอเคสแบบธุรกิจคุณมาหลายรายแล้ว รู้ว่าอะไรใช้ได้ อะไรใช้ไม่ได้ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ แต่ส่วนที่คลาดเคลื่อนคือ ไม่มีเอเจนซี่เจ้าไหนการันตียอดขายได้ 100% เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เอเจนซี่ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด เช่น คุณภาพสินค้า ราคาที่แข่งขันได้ หรือแม้แต่จังหวะตลาด
ตรงนี้แหละที่การเปรียบเทียบ จ้างเอเจนซี่ กับ ทำเอง ต้องมองให้ลึกกว่าคำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม เพราะแม้จะจ้างมืออาชีพ ธุรกิจก็ยังต้องมีคนในทีมที่เข้าใจภาพรวมพอจะสื่อสารกับเอเจนซี่ได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นจ่ายเงินไปแต่ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรให้บ้าง
ความเข้าใจผิดที่ 3: ธุรกิจเล็กไม่คู่ควรกับเอเจนซี่
หลายคนเชื่อว่าเอเจนซี่มีไว้สำหรับแบรนด์ใหญ่ที่มีงบหลักแสนหลักล้านเท่านั้น ส่วนที่จริงคือ เอเจนซี่ระดับใหญ่ที่รับงบสูงมักไม่รับลูกค้ารายเล็กจริง แต่ส่วนที่คลาดเคลื่อนคือการเหมารวมว่าเอเจนซี่ทุกเจ้าเป็นแบบนั้น ในความเป็นจริงมีเอเจนซี่ขนาดเล็กหรือฟรีแลนซ์มืออาชีพจำนวนมากที่ออกแบบแพ็กเกจมาสำหรับธุรกิจเล็กโดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายจึงยืดหยุ่นกว่าที่คิด
สาเหตุของความเข้าใจผิดนี้มาจากการเห็นแต่เคสของแบรนด์ใหญ่ที่ออกสื่อ ทำให้รู้สึกว่าการจ้างมืออาชีพเป็นเรื่องไกลตัว หลักคิดที่ควรใช้แทนคือมองหาพันธมิตรที่ขนาดใกล้เคียงกับธุรกิจของคุณ แทนที่จะเทียบกับเอเจนซี่ระดับท็อปที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับสเกลของคุณตั้งแต่แรก
สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่
ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าทำเองต่อ หรือเริ่มมองหาเอเจนซี่มาช่วย ลองเช็กสัญญาณเหล่านี้ในธุรกิจของตัวเองก่อน เพราะมันมักเป็นจุดเปลี่ยนที่บอกว่าวิธีการเดิมเริ่มไปต่อไม่ไหวแล้ว
- ใช้เวลากับการตลาดมากกว่าการดูแลลูกค้าหรือพัฒนาสินค้าในแต่ละสัปดาห์
- ทดลองทำคอนเทนต์หรือยิงแอดมาหลายเดือนแต่ตัวเลขไม่ขยับอย่างมีนัยสำคัญ
- รู้สึกว่าตามความรู้ใหม่ ๆ ในวงการโฆษณาไม่ทันเพราะมันเปลี่ยนเร็วเกินไป
- รายได้เริ่มโตถึงจุดที่การจ้างมืออาชีพคุ้มค่ากว่าการเสียเวลาเรียนรู้เอง
ถ้าเช็กแล้วเจอสัญญาณข้างต้นตั้งแต่สองข้อขึ้นไป นั่นคือจังหวะที่ควรเริ่มคุยกับเอเจนซี่หรือฟรีแลนซ์มืออาชีพอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพื่อจ้างงาน แต่เพื่อเรียนรู้กรอบความคิดจากคนที่ทำงานนี้เป็นอาชีพ ซึ่งบางทีก็คุ้มค่ากว่าตัวงานที่ได้ด้วยซ้ำ
แล้วธุรกิจเล็กควรตัดสินใจยังไงให้ไม่พลาด
คำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ว่า จ้างเอเจนซี่หรือทำเองอันไหนดีกว่า แต่ควรถามว่า ตอนนี้ธุรกิจต้องการอะไรมากกว่ากันระหว่างความเร็วในการเรียนรู้ กับความเร็วในการเห็นผลลัพธ์ ถ้าคุณยังอยู่ในช่วงทดลองตลาด ยังไม่แน่ใจว่าลูกค้าจริง ๆ ต้องการอะไร การทำเองอาจช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าลึกกว่า เพราะได้คลุกคลีกับหน้างานเอง
แต่ถ้าธุรกิจผ่านช่วงทดลองมาแล้ว รู้แล้วว่าใครคือลูกค้า สินค้าขายได้จริง เพียงแต่ยังหาวิธีขยายไม่เจอ นี่คือจังหวะที่การจ้างมืออาชีพจะคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน เพราะเงินทุกบาทที่จ่ายไปจะแลกกับความเร็วที่ซื้อไม่ได้ด้วยการลองผิดลองถูกเอง
สุดท้ายแล้วไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือกลับไปสำรวจสถานะจริงของธุรกิจตัวเอง ทั้งเงินทุน เวลาที่มี และความรู้ที่ขาด แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่า ถ้าอีกหกเดือนข้างหน้ายังทำแบบเดิม ธุรกิจจะยังอยู่ในจุดที่พอใจอยู่หรือเปล่า
















