ส่งออกกัญชง-กัญชาได้จริงแค่ไหน: แยกสินค้า ใบอนุญาต และด่านที่ห้ามพลาด

8

เผยแพร่เมื่อ

การส่งออกกัญชงไม่ใช่แค่หาลูกค้าต่างประเทศแล้วให้ชิปปิ้งรับของไปส่ง เพราะสินค้ากลุ่มนี้อาจถูกควบคุมพร้อมกันหลายชั้น ตั้งแต่ชนิดพืช สารสกัด ส่วนของพืช ปริมาณสารสำคัญ ไปจนถึงกฎหมายของประเทศปลายทาง หากแยกประเภทผิดตั้งแต่ต้น เอกสารที่เตรียมมาทั้งชุดอาจใช้ไม่ได้ และสินค้ามีสิทธิ์ค้างอยู่ที่ด่านก่อนถึงมือลูกค้า

คำถามว่า “ส่งออกได้ไหม” จึงต้องเปลี่ยนเป็น “สินค้านี้คืออะไร อยู่ภายใต้กฎหมายใด และใครเป็นผู้อนุมัติ” กัญชงกับกัญชาอาจดูคล้ายกันในทางการค้า แต่กฎสำหรับเมล็ด เส้นใย ดอก ใบ น้ำมัน สารสกัด อาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่เหมือนกันเลย บทความนี้จะไล่กระบวนการแบบตรวจทีละจุด โดยแยกข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อที่มักทำให้ผู้ประกอบการเสียเวลา

ด่านแรกไม่ใช่ศุลกากร แต่คือการจำแนกสินค้า

ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มจากใบขนสินค้าและเอกสารการขนส่ง ทั้งที่จุดเสี่ยงจริงอยู่ก่อนหน้านั้น คือการระบุว่าสินค้าจะถูกจัดเป็นวัตถุดิบ พืชควบคุม ยา อาหาร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัด การใช้คำว่า “hemp product” บนฉลากไม่ได้ทำให้สินค้าพ้นจากกฎหมายเฉพาะ และคำว่า “CBD” ก็ไม่ได้แปลว่าแต่ละประเทศจะอนุญาตโดยอัตโนมัติ

ต้องทำ product profile ให้ละเอียดกว่าชื่อการตลาด ระบุส่วนของพืช กระบวนการผลิต แหล่งวัตถุดิบ ค่า THC และสารสำคัญอื่น รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ปริมาณต่อหน่วย และวัตถุประสงค์การใช้ จากนั้นจึงตรวจพิกัดศุลกากรและหน่วยงานเจ้าของกฎเกณฑ์ หากเป็นสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์บริโภค ต้องตรวจเพิ่มว่าการกล่าวอ้างบนฉลากทำให้สินค้าถูกมองเป็นอาหารเสริมหรือยาไหม

ชื่อสินค้าบนใบเสนอราคาไม่ใช่หลักฐานทางกฎหมาย หลักฐานที่มีน้ำหนักกว่าคือสูตร ส่วนประกอบ ผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการ และเอกสารแสดงแหล่งที่มา เพราะเจ้าหน้าที่ปลายทางจะพิจารณาของจริงกับเอกสารประกอบ ไม่ได้พิจารณาจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

ใบอนุญาตต้องเดินเป็นสาย ไม่ใช่ขอใบเดียวแล้วจบ

เมื่อจำแนกสินค้าได้แล้ว ให้แยกใบอนุญาตเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สิทธิในการผลิตหรือครอบครองในไทย เอกสารสำหรับนำออกจากไทย และเงื่อนไขนำเข้าของประเทศปลายทาง บางกรณีต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านอาหารและยา หน่วยงานเกษตร กรมศุลกากร หรือหน่วยงานเฉพาะของสินค้านั้น การมีใบอนุญาตผลิตจึงไม่ได้แปลว่ามีสิทธิส่งออกทันที

ลำดับตรวจที่ใช้งานได้จริงควรเป็นแบบนี้ เพื่อไม่ให้จ่ายค่าขนส่งก่อนรู้ว่าสินค้าผ่านด่านหรือไม่

  1. ทำเอกสารจำแนกสินค้า พร้อมสูตรและผลวิเคราะห์สารสำคัญ
  2. ตรวจข้อกำหนดไทยว่าเกี่ยวกับการผลิต ครอบครอง ขนย้าย หรือส่งออกหรือไม่
  3. ขอหนังสือยืนยันหรือใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจองขนส่ง
  4. ให้ผู้นำเข้าตรวจใบอนุญาตและเงื่อนไขของประเทศปลายทางเป็นลายลักษณ์อักษร
  5. จับคู่ข้อมูลใน invoice, packing list, ใบขน, ฉลาก และผลแล็บให้ตรงกันทุกจุด

จุดที่มักพังคือขั้นที่สี่ ผู้ขายเห็นว่าสินค้าออกจากไทยได้แล้วจึงคิดว่าปลายทางรับเข้าได้ แต่บางประเทศแยกกฎระหว่างเมล็ด เส้นใย ดอก และสารสกัดอย่างเข้มงวด บางแห่งกำหนดค่า THC ต่ำมาก บางแห่งไม่รับสินค้าที่มีสารสกัดเลย แม้เอกสารจากไทยจะครบก็ตาม

กัญชงกับกัญชา: เส้นแบ่งที่ต้องพิสูจน์ด้วยเอกสาร

ในทางปฏิบัติ คำว่า “กัญชง” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นใบผ่านทาง ผู้ส่งออกต้องพิสูจน์ชนิดและคุณสมบัติของสินค้าให้สอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับ ณ เวลานั้น โดยเฉพาะค่า THC และส่วนของพืชที่นำออก เอกสารผลตรวจควรระบุวิธีทดสอบ ห้องแล็บ ตัวอย่างที่ตรวจ และเลขชุดผลิต ไม่ใช่มีเพียงตัวเลขบนฉลากที่ตรวจย้อนกลับไม่ได้

สำหรับสินค้าแปรรูป ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกชั้น เพราะกระบวนการสกัดอาจทำให้หน่วยงานมองสินค้าเป็นสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพแทนวัตถุดิบพืช นอกจากนี้ ฉลากที่อ้างว่าช่วยรักษาโรค ลดอาการ หรือให้ผลต่อร่างกาย อาจเปลี่ยนประเภทการกำกับดูแลทันที การแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนชื่อสินค้า แต่ไม่เปลี่ยนสูตรหรือเอกสาร เป็นวิธีที่มักทำให้ตรวจยากกว่าเดิม

ก่อนเดินเรื่องจริง ให้ทำตารางตรวจความสอดคล้องอย่างน้อย 4 ช่อง ได้แก่ ชื่อสินค้าและส่วนประกอบ ค่า THC/สารสำคัญ เลขล็อต และประเทศปลายทาง หากข้อมูลช่องใดไม่ตรงกัน ให้หยุดส่งก่อน เพราะความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย เช่น น้ำหนักสุทธิใน invoice ไม่ตรงกับ packing list หรือชื่อสารสกัดไม่ตรงกับผลแล็บ อาจทำให้เจ้าหน้าที่ขอเอกสารเพิ่มและเลื่อนการปล่อยสินค้า

เอกสารขนส่งไม่ช่วย หากต้นทางและปลายทางไม่รับรองตรงกัน

ชุดเอกสารที่ควรเตรียมขึ้นกับชนิดสินค้าและประเทศปลายทาง แต่โดยทั่วไปต้องตรวจ invoice, packing list, เอกสารแหล่งกำเนิดสินค้า, ผลวิเคราะห์, เอกสารอนุญาตจากหน่วยงานไทย และใบอนุญาตนำเข้าของคู่ค้า เอกสารด้านพืชหรือสุขอนามัยอาจเกี่ยวข้องกับสินค้าบางรูปแบบด้วย จึงไม่ควรใช้เช็กลิสต์เดียวกับสินค้าทั่วไป

อย่าให้บริษัทขนส่งเป็นผู้ตัดสินว่าสินค้าถูกกฎหมายหรือไม่ ผู้ให้บริการอาจรับจองเส้นทางได้ แต่ไม่ได้รับรองว่าศุลกากรไทยหรือหน่วยงานปลายทางจะอนุมัติ การส่งตัวอย่างเล็ก ๆ ก็ไม่ได้ลดความเสี่ยงทางกฎหมายเสมอไป หากประเภทสินค้าอยู่ในกลุ่มควบคุม การสั่งซื้อทดลองอาจต้องมีเอกสารเหมือนการส่งเชิงพาณิชย์

สัญญาณที่ควรหยุดตรวจใหม่มีไม่กี่ข้อ แต่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่

  • คู่ค้าบอกว่าใช้ invoice ทั่วไปแทนใบอนุญาตได้
  • ผู้ขายไม่มีผลแล็บระบุเลขล็อตหรือวิธีทดสอบ
  • มีการแนะนำให้ใช้ชื่อสินค้าอื่นเพื่อหลบการตรวจ
  • ประเทศปลายทางยังไม่ยืนยันสิทธิ์นำเข้าเป็นลายลักษณ์อักษร

หากพบข้อใดข้อหนึ่ง อย่าแก้ด้วยการเปลี่ยนคำบนกล่อง ให้ย้อนกลับไปตรวจการจำแนกสินค้าและผู้มีอำนาจอนุมัติใหม่ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องการจัดหน้าเอกสาร แต่เป็นเรื่องสถานะทางกฎหมายของสินค้าทั้งชิ้น

วางแผนแบบทดลองเอกสารก่อนทดลองส่งของ

วิธีลดความเสียหายคือทำ document dry run ให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ตัวแทนศุลกากร และผู้ขนส่งตรวจชุดข้อมูลเดียวกันก่อนจ่ายค่าระวางจริง ให้คู่ค้าปลายทางยืนยัน HS code และใบอนุญาตนำเข้า พร้อมระบุชื่อสินค้า รูปแบบ และค่าคุณสมบัติที่รับได้ หากข้อมูลยังเป็นเพียงคำพูดในแชต ให้ถือว่ายังไม่ผ่านการตรวจ

กฎหมายของกัญชงและกัญชามีโอกาสเปลี่ยนตามประกาศและแนวปฏิบัติ จึงต้องตรวจข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานไทยที่รับผิดชอบและหน่วยงานของประเทศปลายทางก่อนทุก shipment โดยเฉพาะสินค้าใหม่ สูตรใหม่ หรือเส้นทางใหม่ **เป้าหมายไม่ใช่ทำให้กล่องออกจากไทยเร็วที่สุด แต่คือทำให้ทุกฝ่ายอธิบายสินค้าเดียวกันด้วยเอกสารชุดเดียวกันได้** แล้วคุณกำลังจะตรวจใบอนุญาตของปลายทางก่อน หรือกำลังฝากความเสี่ยงทั้งหมดไว้กับคำว่า “น่าจะส่งได้”?